
หนึ่งในสวัสดิการที่บริษัทส่วนใหญ่มักมีให้กับพนักงานนั่นคือ “ประกันกลุ่ม” เป็นรูปแบบการประกันที่ให้ความคุ้มครองในด้านสุขภาพ อุบัติเหตุ รวมถึงเงินชดเชยกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิตกับพนักงานภายใต้กรมธรรม์ฉบับเดียวกัน โดยนายจ้างหรือบริษัทเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันทั้งหมด อย่างไรก็ตามยังมีความสงสัยเกิดขึ้นว่า แม้บริษัทมีประกันแบบกลุ่มให้แล้ว ยังต้องทำประกันสุขภาพส่วนตัวเพิ่มเติมอีกหรือไม่? มาค้นหาคำตอบกันได้เลย
มีประกันกลุ่มแล้ว ต้องทำประกันสุขภาพส่วนตัวไหม?
แม้จะมีประกันกลุ่มแล้วแต่แนะนำว่า “ควร” ทำประกันสุขภาพส่วนตัวเพิ่มเติมสำหรับพนักงานทุกคน ซึ่งเหตุผลมีดังนี้
1. วงเงินและระดับความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น
การทำประกันแบบกลุ่มมีวงเงินคุ้มครองในระดับหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ได้สูงมากนัก อีกทั้งการให้ความคุ้มครองถือว่ายังจำกัดในบางเรื่อง แต่ถ้าคุณมีประกันสุขภาพของตนเองสิ่งที่จะเพิ่มขึ้นมานั่นคือจำนวนวงเงินคุ้มครองที่สูงกว่าเดิม การให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรง การรักษาแบบต่อเนื่อง และอื่น ๆ ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
2. มีความคุ้มครองติดตัวอยู่เสมอแม้ไม่ได้ทำงานกับบริษัทนั้น ๆ
เมื่อการทำประกันกลุ่มเป็นสวัสดิการของพนักงาน หากคุณไม่ได้ทำงานกับบริษัทดังกล่าวนั่นเท่ากับความคุ้มครองที่เคยมีย่อมหมดไป แต่เมื่อมีประกันสุขภาพไม่ว่าจะลาออกจากงานที่ไหน ประกอบธุรกิจส่วนตัว หรือแม้แต่เกษียณจากการทำงานก็ยังได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องตามที่กรมธรรม์ได้ระบุไว้ จึงเป็นเรื่องที่สร้างความสบายใจได้ในระยะยาว
3. วางแผนอนาคตด้วยตนเองได้
ก่อนตัดสินใจทำประกันสุขภาพคุณสามารถวางแผนเบื้องต้นก่อนตัดสินใจได้ว่าต้องการความคุ้มครองในรูปแบบใดบ้างตามไลฟ์สไตล์หรือความเสี่ยงของตนเอง เช่น ต้องการวงเงินสูงในการรักษาโรคร้ายแรง โรคมะเร็ง เพิ่มวงเงินประกันชีวิตกรณีเสียชีวิตแล้วอยากมีเงินก้อนไว้ให้ลูกหลาน เพิ่มวงเงินการรักษาแบบ OPD เป็นต้น
4. สุขภาพตอนเริ่มทำประกันมีความสำคัญมาก
หลายคนคิดว่ารอให้ออกจากบริษัทก่อนแล้วค่อยทำประกันสุขภาพส่วนตัวได้ไหม? คำตอบคือ “ได้” ถ้าถึงเวลานั้นแล้วสุขภาพยังดี ไม่มีโรคประจำตัว แต่! สำหรับคนที่สุขภาพไม่ดี มีโรคประจำตัวแล้ว บริษัทประกันอาจปฏิเสธการรับประกัน จึงแนะนำว่าควรทำควบคู่กันไปตั้งแต่ตอนที่ยังสุขภาพดี
5. สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
การซื้อประกันสุขภาพส่วนตัวสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายเองไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมได้ ซึ่งปัจจุบันสามารถลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาท ขณะที่เบี้ยประกันชีวิตลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท โดยทั้ง 2 เบี้ยประกันสามารถลดหย่อนรวมกันสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ถือเป็นอีกตัวช่วยประหยัดภาษีในแต่ละปีได้อีกพอสมควร
คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจทำประกันสุขภาพ
หากคุณต้องการทำประกันสุขภาพส่วนตัวเพิ่มเติมจากประกันกลุ่ม หรือสนใจอยากทำประกันด้วยตนเองอยู่แล้วก็มีข้อแนะนำ ดังนี้
- ให้ประเมินความเสี่ยงและไลฟ์สไตล์ของตนเอง เช่น บางคนมีกรรมพันธุ์โรคมะเร็ง อาจเลือกความคุ้มครองมะเร็งสูงขึ้น เป็นต้น
- ประเมินงบประมาณที่สามารถชำระได้ทั้งวงเงินในปัจจุบันและอนาคต
- เลือกบริษัทประกันที่มีความน่าเชื่อถือ การเงินมั่นคง
- ศึกษาข้อมูลกรมธรรม์ที่สนใจอย่างละเอียด
- มีการแถลงข้อมูลทั้งหมดตามความเป็นจริง เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าหากเกิดการเจ็บป่วยแล้วประกันสุขภาพจะให้ความคุ้มครองได้แบบเต็มที่ และไม่มีปัญหาอื่นตามมาภายหลัง
บทสรุป
แม้บริษัทที่คุณทำงานอยู่จะมีประกันกลุ่มเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการ แต่ด้วยวงเงินและเงื่อนไขที่จำกัด การทำประกันสุขภาพส่วนตัวย่อมช่วยสร้างความสบายใจได้มากขึ้นหากเกิดการเจ็บป่วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า “ควรซื้อประกันสุขภาพส่วนตัว” เพิ่ม และที่สำคัญต้องประเมินรายละเอียดต่าง ๆ ของกรมธรรม์ให้ตอบโจทย์กับตนเองมากที่สุด ถ้าผู้อ่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับประกันสุขภาพ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ https://tokiomarineplanner.com/แบบประกัน/ประกันสุขภาพ/ ได้ตอนนี้เลย



