
เรากำลังอยู่ในยุคที่ข้อมูลต่าง ๆ เข้าถึงง่ายกว่าเมื่อก่อน ทุกเรื่องที่เราอยากรู้ สามารถค้นหาได้ผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว เรื่องของการลงทุนก็เช่นเดียวกัน บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนใน “กองทุนรวม” แต่ยังไม่เข้าใจว่าความเสี่ยงของการลงทุนรูปแบบนี้มีอะไรบ้าง และควรเลือกกองทุนรวมแบบไหนถึงจะเหมาะกับตนเองที่สุด ควรนำเอาปัจจัยอะไรเข้ามาพิจารณาบ้าง ข้อสงสัยที่กล่าวไปข้างต้น เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อม ๆ กัน ในเนื้อหาต่อจากนี้
สิ่งที่ทุกคนควรต้องรู้ คือทุกกองทุนรวมล้วนมี “ความเสี่ยง”
หลายคนเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนรวมจากสิ่งที่เห็นได้ง่ายที่สุด เช่น มองหากองทุนรวมที่มีผลตอบแทนย้อนหลังสูง หรืออาจพิจารณาจากกองทุนที่มีการกล่าวถึงเยอะในช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจได้ก็จริง แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าการลงทุนในครั้งนั้นจะได้ผลตอบแทนที่ดีเสมอไป เนื่องจากทุกกองทุนรวมต่างก็มี “ความเสี่ยง” ที่ต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นในการเลือกกองทุนรวม ควรพิจารณาความเสี่ยงของกองทุนรวมที่สนใจร่วมด้วย เพื่อให้เจอกับการลงทุนที่เหมาะสมมากที่สุด
ความเสี่ยงของกองทุนรวมมีกี่ระดับ แตกต่างกันมากน้อยเพียงใด ?
กองทุนรวมในประเทศไทย ได้มีการแบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 8 ระดับ เริ่มจากระดับที่ 1 คือความเสี่ยงต่ำสุด ไปจนถึงระดับ 8 ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงสุด การจะประเมินว่ากองทุนรวมเหมาะกับการลงทุนหรือไม่ ควรต้องรู้เสียก่อนว่ากองทุนรวมนั้น ๆ มีความเสี่ยงอยู่ในระดับอะไร ซึ่งความแตกต่างระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมก็จะมีดังต่อไปนี้
- ระดับ 1 กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market) ความเสี่ยงต่ำสุด เน้นลงทุนในเงินฝาก ตั๋วเงินคลัง หรือตราสารหนี้ระยะสั้นในประเทศ ความผันผวนต่ำมาก เหมาะกับการใช้เพื่อพักเงินระยะสั้น
- ระดับ 2 กองทุนรวมตลาดเงิน ลงทุนในต่างประเทศบางส่วน ระดับความเสี่ยงต่ำ โดยมีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มเข้ามาเพียงเล็กน้อย
- ระดับ 3 กองทุนรวมตราสารหนี้ภาครัฐบาล หรือกองทุนคุ้มครองเงินต้น เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลในระยะกลางถึงยาว ความผันผวนขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย
- ระดับ 4 กองทุนรวมตราสารหนี้ ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน ส่งผลให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk)
- ระดับ 5 กองทุนรวมผสม (Mixed Fund) ผสมผสานการลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้นตามสัดส่วน ความผันผวนปานกลาง ยืดหยุ่นตามสัดส่วนของสินทรัพย์ที่ร่วมลงทุน
- ระดับ 6 กองทุนรวมตราสารทุน เน้นลงทุนในหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีความผันผวนสูงตามสภาวะตลาด
- ระดับ 7 กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (Sector Fund) เน้นลงทุนในหุ้นเฉพาะกลุ่ม เช่น หุ้นเทคโนโลยี หรือหุ้นสุขภาพ ความเสี่ยงเกิดจากการลงทุนที่กระจุกตัวสูง
- ระดับ 8 กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน
จะรู้ได้อย่างไร ? ว่าเรารับความเสี่ยงของกองทุนรวมได้ระดับไหน
เมื่อได้รู้แล้วว่ากองทุนรวมมีความเสี่ยงทั้งหมด 8 ระดับด้วยกัน แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเหมาะกับความเสี่ยงระดับไหน หลักการพื้นฐานคือต้องรู้ว่า “รับความเสี่ยงได้แค่ไหน” เพราะในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง เติบโตได้เร็ว มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย หากเป็นเงินลงทุนที่อาจจำเป็นต้องนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้ ไม่เหมาะสำหรับการลงทุนความเสี่ยงสูง แต่ถ้าเป็นเงินเย็นที่ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นระยะเวลาหลายปี ก็สามารถเลือกกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงได้
การเลือกกองทุนรวม ควรพิจารณาจากปัจจัยอะไรบ้าง ?
การจะเลือกกองทุนรวม ให้เหมาะกับการลงทุนมากที่สุด พิจารณาจากระดับความเสี่ยงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้องนำมาพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งสิ่งที่นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยพื้นฐานก็จะมีตัวอย่างดังต่อไปนี้
- เป้าหมายของการลงทุน ควรเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่าลงทุนเพื่ออะไร หากเป็นการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งระยะยาว ก็สามารถเลือกกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงได้
- ระยะเวลาของการลงทุน หากต้องการลงทุนในระยะสั้น และเงินที่นำไปลงทุนจำเป็นต้องใช้ในเร็ว ๆ นี้ ควรระวังกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง
- ความเสี่ยงที่รับไหว แม้จะเข้าใจความเสี่ยงของการลงทุน แต่บางคนเวลาเห็นพอร์ตติดลบเพียงเล็กน้อยก็จะเครียดมาก หากเป็นเช่นนั้นแนะนำว่าให้เริ่มสร้างความคุ้นชินกับกองทุนรวมความเสี่ยงต่ำ ๆ เสียก่อน
- นโยบายเงินปันผลที่จะได้รับ กองทุนรวมบางกองมีนโยบายจ่ายเงินปันผล แต่บางกองก็ไม่มีการจ่ายเงินปันผล ควรทำความเข้าใจนโยบายให้ดี แล้วเลือกว่าอยากได้กองทุนที่จ่ายเงินปันผลหรือไม่
- เงื่อนไขการซื้อขาย แต่ละกองทุนจะมีเงื่อนไขการซื้อขายที่แตกต่างกัน บางกองทุนขายแล้วได้เงินรับคืนเร็ว บางกองทุนอาจต้องรอหลายวัน และไม่ควรมองข้ามค่าธรรมเนียมในการซื้อขายของกองทุนนั้น ๆ
บทส่งท้าย
การที่เข้าใจ “ระดับความเสี่ยง” ของกองทุนรวมในประเทศไทย อาจไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าจะประสบความสำเร็จจากการลงทุน แต่ก็ช่วยทำให้เลือกกองทุนรวมที่เหมาะกับความต้องการได้มากที่สุด สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เพราะสุดท้ายแล้ว กองทุนที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่กองทุนที่มอบผลตอบแทนสูงที่สุด แต่เป็นกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนมากที่สุด ทุกการลงทุนล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้นการศึกษาความเสี่ยงจึงเป็นหน้าที่หลักของนักลงทุนทุกคน



