
รู้หรือไม่ ? ในทุก ๆ ชั่วโมง มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 9 ถึง 10 ราย และมีการตรวจพบผู้ป่วยใหม่ถึงวันละเกือบ 400 คน ซึ่งนี่เป็นแค่ “โรคร้ายแรง” เพียงโรคเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายโรคที่ถูกจัดเอาไว้ในกลุ่มโรคร้ายแรง และคร่าชีวิตคนไทยปีละหลายแสนคน
เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้โรคร้ายเกิดขึ้นกับตนเองหรือคนใกล้ตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคภัยไข้เจ็บบางครั้งก็มาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว แม้จะเป็นคนที่ดูแลสุขภาพตนเองดีเพียงใด ก็ทำได้เพียงลดความเสี่ยงเพียงเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มีความคุ้มครองในรูปแบบ “ประกันโรคร้ายแรง” เกิดขึ้นนั่นเอง โดยบทความนี้เราจะมาให้คำแนะนำ ว่าควรออกแบบความคุ้มครองอย่างไรดี ถึงจะมีเงินก้อนไว้ใช้จ่ายในวันที่โรคร้ายมาเยือนเข้าจริง ๆ
โรคร้ายแรงคืออะไร ? อาการเจ็บป่วยแบบไหนถึงจะเข้าเกณฑ์ว่า “ร้ายแรง”
คำจำกัดความของคำว่าโรคร้ายแรง หมายถึงกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่ส่งผลกระทบ “รุนแรง” ต่อการใช้ชีวิต อาจทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันที่เคยทำได้ หรือเป็นโรคที่ต้องใช้ระยะเวลาการรักษาเป็นเวลานาน ต้องการรับการผ่าตัด ต้องใช้การรักษาเฉพาะทาง ไม่สามารถรักษาให้หายในระยะเวลาสั้น ๆ ได้ อาทิเช่น โรคมะเร็งระยะลุกลาม , โรคหลอดเลือดสมอง , โรคหัวใจ , โรคไตวายเรื้อรัง , โรคเกี่ยวกับระบบประสาท หรือ อาการพิการกะทันหัน เป็นต้น
เพราะเหตุใด ? ในปัจจุบันโรคร้ายแรงถึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ?
ในอดีตคนส่วนมากเชื่อว่า โรคร้ายแรงเป็นเรื่องของคนสูงอายุ คนที่อายุยังน้อย ร่างกายยังแข็งแรง ก็ยังไม่ต้องกังวลมากนัก ทว่าในปัจจุบันโรคร้ายแรงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เนื่องจากหลาย ๆ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และ มลภาวะต่าง ๆ ที่ยากจะหลีกเลี่ยง ส่งผลให้คนไทยมีสถิติป่วยด้วยโรคในกลุ่ม NCDs มากขึ้นเรื่อย ๆ และที่สวนทางกับจำนวนผู้ป่วย คือ “ช่วงอายุ” ที่ลดน้อยลงในทุก ๆ ปี เพราะฉะนั้นถึงตอนนี้คุณจะอายุยังน้อย แต่ถึงอย่างไรก็ควรหาหลักประกันทางสุขภาพเอาไว้
เมื่อโรคร้ายแรงมาเยือน ความคุ้มครองด้านค่ารักษาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
วันที่โรคร้ายมาเยือน สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับคนส่วนมาก คือเรื่องของ “ค่าใช้จ่าย” เพราะการที่ถูกเรียกว่าโรคร้ายแรง หมายความว่าจะต้องมีวิธีการรักษาที่ซับซ้อน และใช้ระยะเวลาการพักฟื้นเป็นเวลานาน บางโรคอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง จนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันอย่างที่เคยทำ นอกจากนี้ภาระค่าใช้จ่ายเดิมที่ผู้ป่วยแบกรับเอาไว้ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าเทอมลูก ค่าบัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ และ ค่าใช้จ่ายรายเดือนต่าง ๆ อีกมากมาย ก็ยังต้องหาเงินมาจ่ายเช่นเดิม นั่นคือเหตุผลที่ว่าความคุ้มครองด้านค่ารักษาอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ
ประกันโรคร้ายแรงคืออะไร ? ต่างจากประกันสุขภาพมากน้อยเพียงใด
ประกันโรคร้ายแรง คือความคุ้มครองที่จะมอบ “เงินก้อน” ให้กับผู้เอาประกัน เมื่อถูกวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคร้ายแรง ซึ่งเงื่อนไขชนิดของโรคร้ายแรง ก็จะแตกต่างกันออกไปตามกรมธรรม์ เมื่อผู้เอาประกันได้รับเงินก้อนเรียบร้อยแล้ว สามารถนำเงินก้อนนั้นไปใช้ได้ตามความต้องการ ต่างจากประกันสุขภาพ ที่จะให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล รวมถึงเงินชดเชยต่าง ๆ ตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ แต่ที่เหมือนกันคือ ไม่ว่าจะเป็น ประกันโรคร้ายแรง หรือ ประกันสุขภาพ ก็สามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายตามจริง ไปใช้เพื่อลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ (สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี)
3 วิธีการออกแบบความคุ้มครอง เพื่อมี “เงินก้อน” ในวันที่โรคร้ายมาเยือน
แม้โรคร้ายจะมาเยือน แต่ถึงอย่างไร ชีวิตก็ยังต้องเดินหน้าต่อ การทำประกันโรคร้ายแรงจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับเงินก้อน ซึ่งสามารถนำไปใช้จ่ายได้มากกว่าแค่ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งการจะออกแบบความคุ้มครองไม่ควรเริ่มจากคำว่า “ควรจ่ายเบี้ยเท่าไหร่” แต่ควรเริ่มจากการพิจารณาค่าใช้จ่ายที่แบกรับในแต่ละเดือน แล้วคิดว่าหากต้องขาดรายได้จากการพักฟื้นหลังการรักษาโรคร้าย ต้องมีเงินก้อนเตรียมเอาไว้เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ซึ่งเรามี 3 วิธีการออกแบบความคุ้มครองก่อนทำประกันโรคร้ายมาแนะนำ ดังต่อไปนี้
1. มีเงินก้อนครอบคลุมค่าใช้จ่ายในบ้านอย่างน้อย 6 เดือน
ตามหลักวางแผนด้านการเงินโดยทั่วไป มักแนะนำว่าให้มีเงินสำรองฉุกเฉินเตรียมเอาไว้ประมาณ 3 ถึง 6 เดือน แต่สำหรับการวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมหากป่วยเป็นโรคร้ายแรง ควรมีเงินก้อนที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในแต่ละเดือน อย่างน้อยที่สุดคือ 6 เดือน ย้ำว่าเป็นระยะเวลาที่ “น้อยที่สุด” เพราะเงินก้อนที่ได้รับจากประกันโรคร้าย ยิ่งเป็นจำนวนเงินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้ผู้ป่วยคลายความกังวลจากภาระทางการเงินได้มากเท่านั้น
2. ควรมีเงินก้อนเพียงพอต่อ ค่ารักษา และ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
เงินก้อนที่ได้รับจากประกันโรคร้ายแรง แม้จะมีข้อดีว่าสามารถนำไปใช้จ่ายส่วนตัวได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถมองข้าม “ค่ารักษา” ไปได้ ในการพิจารณาความคุ้มครอง นอกจากคำนวณเงินสำรองสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวในช่วงพักฟื้น ไม่ควรมองข้ามเงินที่เตรียมไว้สำหรับค่ารักษาพยาบาลโดยเด็ดขาด ซึ่งจะตอบโจทย์มากกว่า หากมีความคุ้มครองจากประกันสุขภาพร่วมด้วย
3. ตรวจสอบความคุ้มครองให้มั่นใจก่อนทำประกันโรคร้ายแรง
ก่อนตัดสินใจทำประกันโรคร้ายแรง ควรตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองให้รอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนโรคร้ายแรงที่ให้ความคุ้มครอง คำนิยามของแต่ละโรค เงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์ มีระยะเวลารอคอยนานแค่ไหน หรือ มีความคุ้มครองโรคร้ายแรงในระยะเริ่มต้นหรือไม่ เป็นต้น แม้รูปแบบความคุ้มครองจะเหมือนกัน แต่รายละเอียดความคุ้มครองของแต่ละกรมธรรม์นั้นต่างกัน เพราะฉะนั้นควรตรวจสอบให้มั่นใจเสียก่อน
บทส่งท้าย
โรคมะเร็ง หรือ โรคร้ายแรงอื่น ๆ เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากจะนึกถึง การดูแลสุขภาพช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้จริง แต่ความมั่นคงทางการเงินก็สำคัญไม่แพ้กัน การมีหลักประกันอย่างประกันโรคร้ายแรง เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า เปรียบเสมือนมีเบาะนุ่ม ๆ รอรับในวันที่เราต้องล้มลง เมื่อถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้าย ชีวิตจะสามารถเดินต่อไปได้ ครอบครัวยังมีรายได้มาจุนเจือ และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ก็สามารถทิ้งบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ให้คนข้างหลัง ซึ่งประกันโรคร้ายแรงนั้นมีให้เลือกหลายรูปแบบ หลายแผนการคุ้มครอง ที่สำคัญคือเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายก็ยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้เอาประกัน หากสนใจควรศึกษาเงื่อนไขความคุ้มครองโดยละเอียด และเลือกแผนความคุ้มครองที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด
ข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับสถิติโรคมะเร็ง




