
ขอเดาใจผู้อ่านตรงนี้เลยว่า การที่คุณกำลังเข้ามาอ่านบทความนี้ หมายความว่าคุณกำลังตามหาประกันสุขภาพอยู่แน่นอน เพราะอย่างที่เรารู้กันดี ปัญหาสุขภาพบางครั้งไม่ได้มาพร้อมคำเตือนล่วงหน้า และปัจจุบันสภาพแวดล้อมก็เต็มไปด้วยมลภาวะ ที่พร้อมจะทำให้เรามีปัญหาสุขภาพได้ทุกเมื่อ หากตอนนี้คุณกำลังมีข้อสงสัยว่า ประกันสุขภาพ “แบบเหมาจ่าย” กับ “แบบแยกค่าใช้จ่าย” เลือกซื้อแบบไหนดี แต่ละรูปแบบมีความคุ้มครองต่างกันอย่างไร บทความนี้เรามีคำตอบมาคลายทุกข้อสงสัย ขอเพียงคุณอ่านไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย
ประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” และ “แยกค่าใช้จ่าย” ต่างกันอย่างไร ?
เมื่อกล่าวถึงประกันสุขภาพ เรามักนึกถึงความคุ้มครองที่เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ในเวลาที่เจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคทั่วไป หรือโรคร้ายแรงต่าง ๆ ชนิดของประกันสุขภาพก็จะถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับความคุ้มครองของกรมธรรม์นั้น ๆ ซึ่งหากแบ่งประเภทจากความคุ้มครองด้านค่ารักษา จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย ๆ ดังต่อไปนี้
- แบบเหมาจ่าย
ประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” เป็นความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์) เมื่อเข้าไปรักษาพยาบาล ขอเพียงอยู่ภายในวงเงินความคุ้มครอง ซึ่งจะมีการกำหนดวงเงินเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น คุ้มครองค่ารักษา 1 ล้านบาทต่อปี หรือ คุ้มครองค่ารักษา 5 ล้านบาทต่อปี เป็นความคุ้มครองที่ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงื่อนไขยิบย่อยเมื่อต้องเข้ารับการรักษา - แบบแยกค่าใช้จ่าย
ประกันสุขภาพแบบ “แยกค่าใช้จ่าย” จะให้ความคุ้มครองโดยกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายตามหมวดหมู่เอาไว้ ตัวอย่างเช่น ในการเข้ารับการรักษาแต่ละครั้ง จะครอบคลุมค่าห้องพักไม่เกินวันละ 2,000 บาท หรือ คุ้มครองค่าผ่าตัดไม่เกิน 25,000 บาท เป็นต้น เงื่อนไขจะค่อนข้างซับซ้อนมากกว่าแบบเหมาจ่ายเล็กน้อย แต่ก็แลกมาด้วยเบี้ยประกันที่ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ข้อดีของประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
- ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์) เงื่อนไขความคุ้มครองเรียบง่ายเข้าใจได้ไม่ยาก ลดความกังวลของผู้เอาประกันในเวลาเข้ารับการรักษา
- เนื่องจากวงเงินความคุ้มครองที่ยืดหยุ่น ส่งผลให้โอกาสที่จะต้องจ่ายเงินส่วนต่างด้วยตัวเองน้อยมาก ขอเพียงค่ารักษาทั้งหมดไม่เกินวงเงินที่กำหนดเอาไว้
- ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ช่วยให้ผู้เอาประกันสามารถโฟกัสที่การรักษาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากโรคบางโรคมีความไม่แน่นอนด้านการรักษา อาจมีค่าใช้จ่ายในหลาย ๆ ส่วนในเวลาเดียวกัน
- เนื่องจากมีวงเงินความคุ้มครองสูง จึงเหมาะสำหรับการใช้รับสิทธิ์การรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ที่มีความพร้อมด้านการรักษามากกว่า สะดวกสบายมากกว่า และมีแพทย์เฉพาะทางให้การดูแล
ข้อดีของประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย
- ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย มีเบี้ยประกันถูกกว่าแบบเหมาจ่ายอยู่พอสมควร เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมจ่ายเบี้ยประกันสูง ๆ แต่ยังอยากมีหลักประกันด้านสุขภาพ
- เหมาะสำหรับผู้ที่มีสวัสดิการความคุ้มครองอื่น ๆ ด้านสุขภาพอยู่แล้ว เช่น สิทธิประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลจากหน่วยงานรัฐ หรือ ประกันสุขภาพกลุ่มจากบริษัท เป็นการเพิ่มตัวเลือกเพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดียิ่งขึ้น
- ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ถ้าค่าใช้จ่ายในแต่ละหมวดหมู่ไม่เกินเพดานค่าใช้จ่ายที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งส่วนนี้หากเลือกโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิ์ ให้เหมาะกับวงเงิน โอกาสที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมก็จะน้อย
เลือกประกันสุขภาพแบบไหนดี ?
ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” หรือ “แยกค่าใช้จ่าย” ต่างก็มีข้อดีสำหรับการใช้เป็นหลักประกันด้านสุขภาพ การจะพิจารณาว่าเลือกแบบไหนดีที่สุด นอกจากเงื่อนไขความคุ้มครองที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ก็ควรประเมินปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไปพร้อม ๆ กัน เช่น ความพร้อมด้านการเงิน , โรงพยาบาลที่ต้องการใช้สิทธิ์รักษา , ประวัติสุขภาพของตนเอง และ ความเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล เมื่อพิจารณาจนรอบด้านแล้ว ก็จะเจอกับประกันสุขภาพที่เหมาะสมกับคุณ



